หน้าที่ของครูบาอาจารย์นี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะสร้างคนพลเมืองทั้งหลายให้เป็นคนดีหรือคนชั่ว
เพราะครูอาจารย์เปรียบเหมือนน้ำย้อมผ้า ก็ย่อมติดเป็นสีนั้น ๆ อย่างไม่มีป้ญหา เพราะฉะนั้นเพื่อพัฒนาประ
ชาชนให้เป็นพลเมืองดี อันจะเป็นผลให้ประเทศชาติ ศาสนา ตลอดทั้งโลกมีความเจริญรุ่งเรือง ร่มเย็น มี
ความสงบสุข ตัวผู้เป็นครูอาจารย์ จึงสมควรมีหน้าที่ที่ต้องประพฤติปฏิบัติเป็นประจำ ๑๑ ประการ คือ
๑ แนะนำดี
๒ ให้เล่าเรียนดี
๓ บอกศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง
๔ ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูงและประชาชน
๕ ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย
๖ คั้งจิตประกอบด้วยพรหมวิหาร
๗ สอนดีและคุ้มครองดี ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ
๘ ต้องฉลาดในการชี้แจงเหคุผล
๙ หัดให้ศิษย์มีนิสัยรักงาน
๑๐ ตั้งใจวิจารณ์เหตุผลที่ปรากฏเฉพาะหน้า
๑๑ ต้องอบรมให้มีกำลังใจ
จาก เขมกะ
วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553
จัดเลี้ยงฝีพาย
วันนี้ ผมเอาภาพการจัดเลี้ยงฝีพายในพระราชพิธีฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาฝากครับ เป็นการจัดเลี้ยงบริเวณสะพานพระราม 8
วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553
กิเลส
คำว่า กิเลส แปลว่า เหตุแห่งความชั่ว หรือความมัวหมอง กิเลสตระกูลใหญ่ ๆ ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจมากที่สุด มีอยู่ ๓ ตระกูล
คือ
โลภะ มีอกุศลจิตคิดอยจกได้ในทางมิชอบ
โทสะ ความเป็นผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด
โมหะ ความโง่เขลา ไม่รู้เท่าทันด้วยอำนาจอวิชชา พาให้หลงผิดทำให้ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี"
ทางขจัดกิเลส
กิเสสเหล่านี้มีในผู้ใด ทำให้ผู้นั้นหมดเสน่ห์ พึงหาทางขจัดและแก้ไขเสีย
ด้วยทาน การเสียสละ
ด้วยเมตตา ปรารถนาให้เกิดสุข
ด้วยปํญญา หยั่งให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์
เพราะ
ปัญญา นะรานัง ระตะนัง ปัญญาเป็นแก้วของนรชน
ปัญญา โลกัสะมิง ปัชโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
ผู้มีปัญญาย่อมนำพาชีวิตให้พ้นวิกฤตได้ ดังพระท่านประพันธ์ไว้ว่า
มีปัญญาพาตนให้พ้นผิด รู้จักคิดเหตุผลพ้นกังขา
ทำอะไรเหมาะเจาะเพราะปัญญา ช่วยรักษาตัวตนให้พ้นภัย
จากบทบรรยายธรรม พระราชธรรมวาที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตาม เจริญพร
คือ
โลภะ มีอกุศลจิตคิดอยจกได้ในทางมิชอบ
โทสะ ความเป็นผู้มีอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด
โมหะ ความโง่เขลา ไม่รู้เท่าทันด้วยอำนาจอวิชชา พาให้หลงผิดทำให้ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี"
ทางขจัดกิเลส
กิเสสเหล่านี้มีในผู้ใด ทำให้ผู้นั้นหมดเสน่ห์ พึงหาทางขจัดและแก้ไขเสีย
ด้วยทาน การเสียสละ
ด้วยเมตตา ปรารถนาให้เกิดสุข
ด้วยปํญญา หยั่งให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์
เพราะ
ปัญญา นะรานัง ระตะนัง ปัญญาเป็นแก้วของนรชน
ปัญญา โลกัสะมิง ปัชโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
ผู้มีปัญญาย่อมนำพาชีวิตให้พ้นวิกฤตได้ ดังพระท่านประพันธ์ไว้ว่า
มีปัญญาพาตนให้พ้นผิด รู้จักคิดเหตุผลพ้นกังขา
ทำอะไรเหมาะเจาะเพราะปัญญา ช่วยรักษาตัวตนให้พ้นภัย
จากบทบรรยายธรรม พระราชธรรมวาที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตาม เจริญพร
วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553
หนทางสร้างสงบ ๔
หลักปฏิบัติหรือมรรควิธีที่จะยังใจให้เกิดุข มี ๔ วิธี ดังนี้
๑. รู้จักพอ พอเหมาะ พอควร พอดี มีสันโดษ ไม่โลภเกินขอบเขต "พอใจตามที่มี ยินดีตามที่ได้" ไม่ทุกข์
๒. รู้จักให้ เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม รู้จักให้ไม่ตระหนี่ กำจัดมัจฉริยะ และความเห็นแก่ตัว
๓. รู้จักปล่อยวาง สละ ละ วาง เช่น ไก่สลัดขน คนสลัดผ้า วางลงปลงตก จิตจะรู้สึกอิสระเบาบาง ปลอดโปร่ง
๔. เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดา สุข ทุกข์ ได้ เสีย สมหวัง ผิดหวัง ดีใจ เสียใจ ล้วนธรรมดาทั้งนั้น
ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมัง สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมดับไปเป็นธรรมดา
ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากธรรมดา เกิดก็ธรรมดา แก่ก็ธรรมดา เจ็บก็ธรรมดา ตายก็ธรรมดา ผู้ใดเข้าถึงหลัก
ธรรมดาได้ ผู้นั้นชื่อว่า "ได้ดวงตาเห็นธรรม" ก้าวเข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน
จากบทบรรยายธรรม พระราชธรรมวาที
๑. รู้จักพอ พอเหมาะ พอควร พอดี มีสันโดษ ไม่โลภเกินขอบเขต "พอใจตามที่มี ยินดีตามที่ได้" ไม่ทุกข์
๒. รู้จักให้ เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม รู้จักให้ไม่ตระหนี่ กำจัดมัจฉริยะ และความเห็นแก่ตัว
๓. รู้จักปล่อยวาง สละ ละ วาง เช่น ไก่สลัดขน คนสลัดผ้า วางลงปลงตก จิตจะรู้สึกอิสระเบาบาง ปลอดโปร่ง
๔. เห็นทุกอย่างเป็นธรรมดา สุข ทุกข์ ได้ เสีย สมหวัง ผิดหวัง ดีใจ เสียใจ ล้วนธรรมดาทั้งนั้น
ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมัง สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมดับไปเป็นธรรมดา
ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากธรรมดา เกิดก็ธรรมดา แก่ก็ธรรมดา เจ็บก็ธรรมดา ตายก็ธรรมดา ผู้ใดเข้าถึงหลัก
ธรรมดาได้ ผู้นั้นชื่อว่า "ได้ดวงตาเห็นธรรม" ก้าวเข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน
จากบทบรรยายธรรม พระราชธรรมวาที
วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553
หลักประชาธิปไตยต้องไม่เบียดเบียนกัน
เพราะฉนั้น ท่านทั้งหลาย เมื่อท่านต้องการความสุข ต้องไม่สร้างทุกข์ให้แก่ใคร โดยถือหลักปฏิบัติตามคติธรรมที่ว่า
อัพะยาปัชชัง สุขัง โลเก การไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก หมั่นเตือนตนไว้เสมอไม่พึงมุ่งหวังเอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน
ในทางมิชอบ พึงยึดหลักไว้เสมอว่า "อย่าพูดให้ใครช้ำ อย่าทำให้ใครเคือง" ปัญหาทุกอย่างในบ้านเมืองล้วนแก้ไขได้
หากมุ่งหวังที่จะเป็นประชาธิปไตย จงลดอัตตาธิปไตยลง ระวังอย่าใช้กิเลสาธิปไตย คือ เอาความถูกใจพอใจของตนเป็นหลัก
แต่จงถือธรรมาธิปไตย คือ ความถูกต้องเป็นแนวทาง มิเช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้น ดังที่พระท่านสอนให้เตือนตนไว้เสมอ
ว่า
เตือนใคร ไม่ดีเท่า เราเตือนตัว
ฝึกอะไร ไม่ดีเท่า เราฝึกตัว
ฟ้องใคร ไม่ดีเท่า เราฟ้องตัว
ตัดสินใคร ไม่ดีเท่า เราตัดสินตัว
ดูอะไร ไม่ดีเท่า เราดูตัว
รู้อะไร ไม่ดีเท่า เรารู้ตัว
ชนะใคร ไม่ดีเท่า เราชนะตัว
จากบทบรรยายของ พระราชธรรมวาที
อัพะยาปัชชัง สุขัง โลเก การไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก หมั่นเตือนตนไว้เสมอไม่พึงมุ่งหวังเอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน
ในทางมิชอบ พึงยึดหลักไว้เสมอว่า "อย่าพูดให้ใครช้ำ อย่าทำให้ใครเคือง" ปัญหาทุกอย่างในบ้านเมืองล้วนแก้ไขได้
หากมุ่งหวังที่จะเป็นประชาธิปไตย จงลดอัตตาธิปไตยลง ระวังอย่าใช้กิเลสาธิปไตย คือ เอาความถูกใจพอใจของตนเป็นหลัก
แต่จงถือธรรมาธิปไตย คือ ความถูกต้องเป็นแนวทาง มิเช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้น ดังที่พระท่านสอนให้เตือนตนไว้เสมอ
ว่า
เตือนใคร ไม่ดีเท่า เราเตือนตัว
ฝึกอะไร ไม่ดีเท่า เราฝึกตัว
ฟ้องใคร ไม่ดีเท่า เราฟ้องตัว
ตัดสินใคร ไม่ดีเท่า เราตัดสินตัว
ดูอะไร ไม่ดีเท่า เราดูตัว
รู้อะไร ไม่ดีเท่า เรารู้ตัว
ชนะใคร ไม่ดีเท่า เราชนะตัว
จากบทบรรยายของ พระราชธรรมวาที
วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553
วัคซีนธรรม กันทุกข์
บัณฑิตแต่โบราณท่านกล่าวไว้น่าคิดตอนหนึ่งว่า "มีลูกไว้พึ่งพา มีศาสนาไว้พึ่งใจ" ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ชีวิตมีที่พึ่งที่ยิดเหนี่ยว ศีลธรรมทางศาสนานั่นแหละ
คือยอดของโอสถหรืออาหารใจ
ท่านทั้งหลายอย่าเพลินแต่แสวงหาอาหารบำเรอกาย จนลืมเติมอาหารบำรุงใจ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า "อิ่มเพียงท้องแต่พร่องทางใจ" ตรงกันข้าม ผู้ใดฉีดวัคซีน
ทางศาสนาเข้าสู่จิตใจมาก ชีวิตก็มีความผ่องแผ้วบริสุทธิ์ ประดุจปุ๋ยที่ช่วยบำรุงชีวิตให้งอกงาม ช่วยบันดาลให้ เป็นอะไรก็ดี มีอะไรก็สวย แม้เมื่อม้วยก็สุข
ดังบทประพันธ์ที่ว่า
อยู่เรือนแคบยังดีไม่มีทุกข์ ดีกว่าคุกตะรางที่กว้างใหญ่
จนก็มีศีลธรรมประจำใจ มีหวังได้สุขาไม่ราคี
อันเงาร่มชายเรือนเหมือนสวรรค์ ต้องเสกสรรให้บริสุทธิ์ศรี
จึงจะอยู่สุขทุกทิวาและราตรี ก็ต้องมีศีลธรรมนำพาไป
จากบทความพระราชธรรมวาที
คือยอดของโอสถหรืออาหารใจ
ท่านทั้งหลายอย่าเพลินแต่แสวงหาอาหารบำเรอกาย จนลืมเติมอาหารบำรุงใจ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า "อิ่มเพียงท้องแต่พร่องทางใจ" ตรงกันข้าม ผู้ใดฉีดวัคซีน
ทางศาสนาเข้าสู่จิตใจมาก ชีวิตก็มีความผ่องแผ้วบริสุทธิ์ ประดุจปุ๋ยที่ช่วยบำรุงชีวิตให้งอกงาม ช่วยบันดาลให้ เป็นอะไรก็ดี มีอะไรก็สวย แม้เมื่อม้วยก็สุข
ดังบทประพันธ์ที่ว่า
อยู่เรือนแคบยังดีไม่มีทุกข์ ดีกว่าคุกตะรางที่กว้างใหญ่
จนก็มีศีลธรรมประจำใจ มีหวังได้สุขาไม่ราคี
อันเงาร่มชายเรือนเหมือนสวรรค์ ต้องเสกสรรให้บริสุทธิ์ศรี
จึงจะอยู่สุขทุกทิวาและราตรี ก็ต้องมีศีลธรรมนำพาไป
จากบทความพระราชธรรมวาที
วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553
อยู่กันด้วยความรัก
ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เราถือว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือคิดว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขความเจริญ งดเว้นจาก
การคิดเบียดเบียนกัน ริษยากัน พยาบาทอาฆาตจองเวรกัน ไม่มีอารมณ์เกลียด ไม่มีอารมณ์ชังต่อสิ่งใด ๆ
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือว่าจะเป็นคนเสีย ถ้าเป็นคนดีเราก็ดีใจกับเขา ถ้าเป็นคนเสียเราก็เสียใจกับเขา
แล้วเราตั้งใจไว้ว่าขอให้เขาดีเสียเถิด ขออย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ขอให้พ้นจากความชั่วในชีวิตประจำวัน
กันเสียเถิด
เราอย่าไปโกรธเขา เราอย่าไปเกลียดเขา ให้นึกถึงอกเขาอกเราว่า เราต้องการความสุขอย่างใดเขาก็ต้อง
การความสุขอย่างนั้น เราเกลียดความทุกข์อย่างใด เขาก็เกลียดความทุกข์อย่างนั้น สิ่งใดเราไม่ชอบ
สิ่งนั้นเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน
เวลาเราพบใครเราก็ควรนึกว่า ขอให้คุณเป็นสุขเป็นสุข ขอให้คุณปราศจากความทุกข์ ความเดือดร้อน
ขอให้คุณมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตในการงาน เพียงแต่เราคิดเท่านั้นเราก็สบายใจแล้ว เพราะเป็น
ความคิดที่แผ่เมตตาปรารถนาดีต่อเขา
ถ้าเราคิดให้คนอื่นสบาย เราก็สบาย ถ้าเราคิดให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็มีทุกข์เดือดร้อน
ลองพิจารณาตัวท่านเอง ขณะใดที่ท่านเกลียดคนอื่น โกรธคนอื่น ท่านคิดพยาบาทคนอื่น ท่านมีความ
ริษยาต่อคนอื่น ความรู้สึกในใจของท่านเป็นอย่างไร ท่านก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าใจของท่านร้อนใจของ
ท่านมืดมัว ใจของท่านวุ่นวาย ไม่มีความสงบเกิดขึ้น
เราไม่ควรจะคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร ที่เป็นไปในทางโหดเหี้ยม ดุร้าย แต่ควรจะคิด พูด ทำ แต่ในทาง
ที่เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ของผู้อื่นอย่างแท้จริง ความรักมีความมุ่งหมายอย่างนี้
เราทั้งหลายจึงควรจะอยู่กันด้วยความรัก เลิกโกรธ เลิกเกลียด เลิกอาฆาตพยาบาทจองเวรแก่กันและกัน
ถ้าหากว่าเรามีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันกับใคร ๆ อยู่บ้าง เราก็เลิกจากสิ่งนั้น
เรามาคิดสอนตัวเองว่าตั้งแต่โกรธเขา เกลียดเขา พยาบาทจองเวรเขา มันมีอะไรดีขึ้นในชีวิตของเราบ้าง
ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าเราต้องมีความทุกข์ทางจิตใจ ต้องหวาดระแวงภัยตลอดเวลา
เพราะกลัวว่าคนนั้นจะมาทำร้ายเรา จะมาเบียดเบียนเรา จะมาสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เรา
การเป็นอยู่ในรูปอย่างนั้น มันจะมีความสุขที่ตรงไหน ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นความคิดที่
เบียดเบียน
ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่คิดเบียดเบียนใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็มีความสุขความสบาย ตามพระพุทธ
ภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
อัพพะยา ปัชฌัง สุขัง โลเก การไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขในโลก
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือคิดว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขความเจริญ งดเว้นจาก
การคิดเบียดเบียนกัน ริษยากัน พยาบาทอาฆาตจองเวรกัน ไม่มีอารมณ์เกลียด ไม่มีอารมณ์ชังต่อสิ่งใด ๆ
ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนดี หรือว่าจะเป็นคนเสีย ถ้าเป็นคนดีเราก็ดีใจกับเขา ถ้าเป็นคนเสียเราก็เสียใจกับเขา
แล้วเราตั้งใจไว้ว่าขอให้เขาดีเสียเถิด ขออย่าได้เป็นเช่นนั้นเลย ขอให้พ้นจากความชั่วในชีวิตประจำวัน
กันเสียเถิด
เราอย่าไปโกรธเขา เราอย่าไปเกลียดเขา ให้นึกถึงอกเขาอกเราว่า เราต้องการความสุขอย่างใดเขาก็ต้อง
การความสุขอย่างนั้น เราเกลียดความทุกข์อย่างใด เขาก็เกลียดความทุกข์อย่างนั้น สิ่งใดเราไม่ชอบ
สิ่งนั้นเขาก็ไม่ชอบเหมือนกัน
เวลาเราพบใครเราก็ควรนึกว่า ขอให้คุณเป็นสุขเป็นสุข ขอให้คุณปราศจากความทุกข์ ความเดือดร้อน
ขอให้คุณมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตในการงาน เพียงแต่เราคิดเท่านั้นเราก็สบายใจแล้ว เพราะเป็น
ความคิดที่แผ่เมตตาปรารถนาดีต่อเขา
ถ้าเราคิดให้คนอื่นสบาย เราก็สบาย ถ้าเราคิดให้คนอื่นเดือดร้อน เราก็มีทุกข์เดือดร้อน
ลองพิจารณาตัวท่านเอง ขณะใดที่ท่านเกลียดคนอื่น โกรธคนอื่น ท่านคิดพยาบาทคนอื่น ท่านมีความ
ริษยาต่อคนอื่น ความรู้สึกในใจของท่านเป็นอย่างไร ท่านก็จะรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าใจของท่านร้อนใจของ
ท่านมืดมัว ใจของท่านวุ่นวาย ไม่มีความสงบเกิดขึ้น
เราไม่ควรจะคิดอะไร พูดอะไร ทำอะไร ที่เป็นไปในทางโหดเหี้ยม ดุร้าย แต่ควรจะคิด พูด ทำ แต่ในทาง
ที่เป็นคุณประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ของผู้อื่นอย่างแท้จริง ความรักมีความมุ่งหมายอย่างนี้
เราทั้งหลายจึงควรจะอยู่กันด้วยความรัก เลิกโกรธ เลิกเกลียด เลิกอาฆาตพยาบาทจองเวรแก่กันและกัน
ถ้าหากว่าเรามีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันกับใคร ๆ อยู่บ้าง เราก็เลิกจากสิ่งนั้น
เรามาคิดสอนตัวเองว่าตั้งแต่โกรธเขา เกลียดเขา พยาบาทจองเวรเขา มันมีอะไรดีขึ้นในชีวิตของเราบ้าง
ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าเราต้องมีความทุกข์ทางจิตใจ ต้องหวาดระแวงภัยตลอดเวลา
เพราะกลัวว่าคนนั้นจะมาทำร้ายเรา จะมาเบียดเบียนเรา จะมาสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เรา
การเป็นอยู่ในรูปอย่างนั้น มันจะมีความสุขที่ตรงไหน ไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นความคิดที่
เบียดเบียน
ตรงกันข้าม ถ้าเราไม่คิดเบียดเบียนใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็มีความสุขความสบาย ตามพระพุทธ
ภาษิตที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
อัพพะยา ปัชฌัง สุขัง โลเก การไม่เบียดเบียนกันเป็นความสุขในโลก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)